คำชี้ขาดที่ทำขึ้นในดินแดนของรัฐอื่นที่ไม่ใช่รัฐที่มีการขอให้ยอมรับและบังคับชี้ขาด

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. อนุสัญญากรุงนิวยอร์กไม่ได้นำหลักสัญชาติมาใช้ในการบังคับ
    ในจุดนี้อนุสัญญานิวยอร์กไม่ได้ระบุเรื่องเชื้อชาติที่นำมาเป็นข้อบังคับ อย่างเช่นอนุสัญญาเจนีวานั้นมีขอบเขตบังคับใช้ที่แคบมาก จึงต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ ดังนั้นจึงไม่ระบุเรื่องเชื้อชาติ จึงสามารถทำการบังคับใช้ได้กว้างกว่านั่นเอง ตัวอย่างเช่น บริษัทประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อพิพาทกับบริษัทเอธิโอเปียและทำการอนุญาโตตุลาการในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีเพียงบริษัทของสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสเท่านั้นที่ได้เป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ถ้าหากตามหลักของอนุสัญญาเจนีวาแล้วศาลจะไม่ทำการบังคับชี้ขาดอย่างแน่นอน เนื่องจากเอธิโอเปียไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาเจนีวานั่นเอง แต่หากยึดตามหลักของอนุสัญญากรุงนิวยอร์กแล้วสามารถทำการบังคับที่ศาลสหรัฐอเมริกาได้เนื่องจากทั้งประเทศฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาต่างก็เป็นภาคีเช่นเดียวกัน รัฐภาคีก็ต้องยอมรับและบังคับข้อชี้ขาดนั้นด้วย

    ผลอีกข้อหนึ่งที่อนุสัญญากรุงนิวยอร์กไม่ได้เอาสัญชาติหรือภูมิลำเนาของคู่กรณีมาเป็นจุดบังคับใช้อนุสัญญา คือหากทำในต่างประเทศแล้วแม้ว่าคู่กรณีนั้นเป็นคนในประเทศเดียวกันก็ถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและอยู่ในภายใต้บังคับของอนุสัญญากรุงนิวยอร์ก

  2. ไม่จำกัดว่าต้องมีองค์ประกอบที่เป็นระหว่างประเทศ
    ตามอนุสัญญากรุงนิวยอร์กนั้นได้ให้ความหมายเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ คือ คำชี้ขาดที่ทำในประเทศอื่น เช่น เมื่อได้เลือกให้ประเทศ A ทำการชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น แม้ว่าข้อพิพาทนั้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจหรือการค้าประเทศ A เลย แต่เมื่อนำมาบังคับในประเทศ B ศาลประเทศ B ก็ต้องถือว่าตนแค่มีหน้าที่ทำตามและยอมรับในคำชี้ขาดเหล่านั้น ผลของอนุญาโตตุลาการ ผลที่ได้คืออนุญาโตตุลาการมีการบังคับได้กว้างไม่ได้จำกัดเพียงข้อพิพาทที่เกี่ยวกับ international transaction เท่านั้น จะเรียกได้ว่า foreign award
  3. อนุสัญญากรุงนิวยอร์กจะไม่ใช้กับประเทศที่ทำการพิจารณาและชี้ขาด  
    จากข้อ 1 นั้นจะเห็นได้เลยว่าอนุสัญญากรุงนิวยอร์กใช้บังคับข้อชี้ขาดที่ทำในต่างประเทศ ดังนั้นหากเป็นคำชี้ขาดที่เกิดขึ้นในประเทศและมีการขอให้บังคับนั้นไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับอนุสัญญากรุงนิวยอร์ก แต่จะอยู่ภายใต้ของกฎหมายประเทศนั้นๆ