สำหรับการเจรจาไกล่เกลี่ยกับการประนอมข้อพิพาทโดยใช้คนกลางนั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นั่นก็คือ การเจรจาไกล่เกลี่ยนั้นเป็นการที่คู่กรณีได้มาทำการตกลงกันเองโดยไม่มีบุคคลภายนอกเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การประนอมข้อพิพาทโดยใช้คนกลางนั้นจะต้องมีบุคคลที่สาม มาช่วยในการพูดคุยและให้คู่กรณีได้ทำการตกลงร่วมกันนั่นเอง
เบอร์นาร์ด เมเยอร์ เป็นทั้งผู้สอนที่ผู้ที่ทำหน้าที่ในการประนอมข้อพิพาท และมีประสบการณ์มาจาก CDR Associates ให้ความเห็นไว้ว่าการประนอมข้อพิพาทนั้นเป็นวิธีการที่คู่กรณีได้เลือกใช้ในจัดการกับปัญหา แต่ถ้าเป็นปัญหาที่รุนแรง ไม่สามารถที่จะควบคุมได้จะต้องหาคนกลางเข้ามาช่วยเหลือ เรียกว่าการประนอมข้อพิพาทโดยใช้คนกลาง
การประนอมข้อพิพาทจะสำเร็จได้นั้นจะต้องประกอบไปด้วยหลายปัจจัย และมันก็ไม่ได้มีสูตรที่ตายตัวอีกด้วย แต่อย่างน้อยทำให้เห็นถึงภาพรวมที่ทำให้ความขัดแย้งเหล่านั้นลุล่วงไปได้ด้วยดี ดังต่อไปนี้

ความสำเร็จของการประนอมข้อพิพาทโดยใช้คนกลาง

ความสำเร็จของการประนอมโดยใช้คนกลางนั้นหมายถึงอะไร หากได้สอบถามจากผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการประนอมนั้น จะได้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าแต่ละคนนั้นได้มีความเข้าใจ ความรู้ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป
แคทเธอรีน มอริส เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการจัดการกับความขัดแย้ง ของประเทศแคนาดา และเป็นผู้สอนที่ University of Victoria และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนดไว้ว่าการประนอมข้อพิพาทโดยใช้คนกลางนั้นจะสำเร็จได้ต้องมีปัจจัยต่อไปนี้
  • การชนะตัวเองได้มากที่สุด
  • แก้ไขปัญหาชั่วคราว
  • การทำข้อตกลงที่มั่นคงและการันตีได้ว่าข้อตกลงเหล่านั้นจะยั่งยืน
  • การทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นการชดเชย ซ่อมแซม ปรับปรุง แก้ไข อย่างที่ควรจะเป็น
  • การทำให้คู่กรณีที่เกิดความขัดแย้งกันนั้นกลับมาคืนดีได้
  • การพัฒนาความสัมพันธ์จนสามารถพูดคุยต่อไปได้
ในขณะที่เมเยอร์เห็นว่าการประนอมโดยใช้คนกลางไม่จำเป็นที่จะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะในกรณีรุนแรง และมีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ข้อตกลงนั้นเป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา และได้ตั้งข้อสงสัยต่อไปอีกว่า การประนอมข้อพิพาทที่สำเร็จด้วยข้อตกลงเป็นการใช้วิธีการบังคับก็เป็นไปได้ ซึ่งเมเยอร์เห็นว่าการประนอมข้อพิพาทโดยใช้คนกลางน่าจะเน้นในการช่วยคู่กรณีจัดการกับความขัดแย้งจะดีกว่า
สำหรับนิยามที่แตกต่างกันไป แต่ยังคงคล้ายคลึงกันในเรื่องปัจจัยความสำเร็จดังนี้
  • การทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการชดเชย ชดใช้ ซ่อมแซม และการปรับปรุงจากผู้ที่ทำผิด และต้องให้ผู้ที่ทำผิดยอมรับว่าตนได้ทำผิดไปด้วย
  • การแก้ไขความแตกร้าว หรือรอยแตกร้าวให้กลับมาเข้าใจกันมากขึ้น การทำให้คู่กรณีเหล่านั้นได้กลับมาคืนดีและสามารถร่วมงานได้อีกนั่นเอง
  • การสร้างหรือฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น ดังนั้นบรรยากาศในการพูดคุยเป็นเรื่องที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่ง
  • การให้ข้อตกลงที่มันคงและยั่งยืนนั่นเอง