การระงับข้อพิพาททางแพ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมและใช้เป็นการทั่วไป ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาคและระดับสากลนั้น สามารถแบ่งเป็นสองลักษณะ ตามการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายและคดีในทางแพ่ง คือ การระงับข้อพิพาทนอกศาล และ การระงับข้อพิพาทด้วยการฟ้องเป็นคดีต่อศาล

ระบบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเรียกกระบวนการระงับข้อพิพาทนอกศาลนี้ว่า “Alternative dispute resolution : ADR” อันมีความหมายถึง กระบวนการยุติธรรมอื่่นซึ่งมิได้ยุติด้วยฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลให้มีคำสั่งเป็นที่สุด แต่ยุติลงด้วยกระบวนการอื่นๆ ที่คู่ความซึ่งมีข้อพิพาทระหว่างกันนั้นสมัครใจเข้ากระบวนการพร้อมกับฝ่ายที่สามในการยุติหรือระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ กล่าวคือ การเจรจา (Negotiation) การไกล่เกลี่ย (Mediation) การประนีประนอมยอมความ (Conciliation) และการอนุญาโตตุลาการ (Arbitration)

กระบวนการยุติธรรมทางเลือกทั้งสี่ลักษณะ  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นที่นิยมและมีพัฒนาการในเชิงกระบวนการเป็นอย่างสูงในสหรัฐอเมริการะหว่างปี พ.ศ.๒๕๓๑ – ๒๕๔๑ ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่แข่งขันกันอย่างสูง

ด้วยการค้าการลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าวมีการแข่งขันกันสูงด้วยความรวดเร็ว เพราะเวลาคือเงื่อนไขที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบเป็นความเสียหายที่จะกระทบต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาลนั้น หากมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินธุรกิจการค้า การยุติข้อพิพาทโดยเร็วเพื่อระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้น เป็นเหตุผลหลักส่งผลให้ “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก” กลายเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เป็นทางออกของปัญหาในทางการค้าและการลงทุน และได้ยอมรับในกระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมในศาล

กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในกระบวนการระงับข้อพิพาทนอกศาล ที่ได้พัฒนาต่อเนื่อง และมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกิดขึ้นซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ นั่นคือ อนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 (The Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitration Awards , 1958) ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการไว้ และประเทศรัฐสภาชิกในสนธิสัญญาฉบับนี้ ที่ยอมรับหลักการก็ได้นำไปปฏิบัติในรูปของการมีกฎหมายบังคับภายในประเทศของตนในการอนุญาโตตุลาการ

ด้วยความรวดเร็วของเวลาในกามากกว่าสองฝ่ายขึ้นและมีสัญชาติแตกต่างกัน โดยที่ข้อพิพาทดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นที่ใดในโลกนี้ก็ตาม การอนุญาโตตุลาการสามารถระงับข้อพิพาททางการค้าดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไปโดย กระบวนการอนุญาโตตุลาการที่เกิดขึ้นตามสัญญาหรือความตกลงของคู่สัญญา ที่ดำเนินกระบวนการยุติข้อพิพาทด้วยบุคคลฝ่ายที่สาม ตามที่ตกลงยอมรับกัน หรือเป็นไปตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการในเชิงสถาบันซึ่งจัดตั้งและดำเนินการด้วยเจ้าพนักงานของสถาบัน อันเป็นบุคคลฝ่ายที่สามตามบทบัญญัติของกฎหมายพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับภายในรัญของแต่ละรัฐที่มีการเสนอข้อพิพาทดังกล่าวนั้นให้พิจารณา ผลบังคับในทางกฎหมายของการอนุญาโตตุลาการจะก่อผลลัพธ์สุดท้ายที่เสมอกัน คือ การยุติข้อพิพาทด้วยกระบวนการที่ให้คู่ความซึ่งพิพาทโต้แย้งสิทธิระหว่างกันสามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ในเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องจ้างทนายความว่าความหรือดำเนินกระบวนการดังกล่าวแทนตนได้ และได้รับการรับฟังข้อเท็จจริงและข้อความเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาและทำความเห็นทางกฎหมายตามข้อเท็จจริงด้วยอนุญาโตตุลาการทีตั้งขึ้นเพียงคนเดียวหรือหลายคน โดยคำชี้ขาดดังกล่าวย่อมมีผลบังคับให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือหลายฝ่าย ยุติการกระทำ หรือบังคับให้กระทำการบางอย่าง เพื่อให้ข้อพิพาทนั้นสิ้นสุดลงได้โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล ซึ่งใช่เวลาและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ให้ได้มาซึ่งคำพิพากษา

การอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นส่วนหนึ่งในสัญญาการค้าการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่นิยมระบุกันไว้อย่างชัดเจนเรื่องการเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นผู้ชี้ขาดในฐานะอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงที่ยอมรับกับไว้เป็นหนังสือสัญญา หรือให้คู่สัญญานำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามสัญญาเสนอต่ออนุญาโตตุลาการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายในรัฐนั้นๆ เสียก่อน และเป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งในการนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาล เพราะข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาหรือความตกลงนั้น จะฟ้องคดีต่อศาลทันทีไม่ได้ ต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเสมอ และจะนำคดีดังกล่าวเสนอต่อศาลได้อีกก็ต่อเมื่อปรากฎว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น บกพร่องในกระบวนการทำคำวินิจฉันชี้ขาดที่ขัดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรงจนไม่อาจยอมรับคำชี้ขาดนั้นได้เลยเท่านั้น

ด้วยประสิทธิภาพของการอนุญาโตตุลาการที่เป็นระบบอย่างในปัจจุบันนี้ ทำให้การเข้าทำสัญญาหรือข้อความตกลงร่วมกันในทางแพ่งและพาณิชย์ คู่สัญญามักตกลงยอมรับการอนุญาโตตุลาการกันไว้ในสัญญาให้เป็นกระบวนการแรกที่เป็นทางออกของข้อพิพาทอยู่เสมอๆ ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมทางเลือกอย่างความหมายเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปีพ.ศ.๒๕๓๑ อีกต่อไป