การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีวิวัฒนาการตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ราวพุทธศักราช ๕๐๐ เป็นต้นมา ปรากฎเป็นหลักฐานไว้ใน “กฎหมายสิบสองโต๊ะ” (LEGES DUODECIM TABULARUM) ซึ่งเป็นกฎหมายโบราณที่เป็นรากฐานของกฎหมายโรมันและหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่รับกันในทางสากลและนำไปสู่การปรับใช้เป็นกฎหมายในประเทศต่างๆ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

 

ข้อพิพาทในทางแพ่งโดยทั่วไป มีกระบวนการระงับข้อพิพาทอยู่ ๓ ลักษณะสำคัญ ได้แก่

๑.การไกล่เกลี่ย

          คู่พิพาทในทางแพ่งสองฝ่ายหรือมากกว่าสองฝ่าย ได้ตกลงให้มีบุคคลที่สาม เรียกว่า ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Conciliator) ขึ้น เพื่อให้เกิดการประนีประนอมยอมความกัน โดยคู่พิพาททุกฝ่ายตกลงรับสิทธิตามสัญญาประนีประนอมที่เกิดขึ้นใหม่แทนสัญญาเดิม ซึ่งได้ผ่อนผันข้อเรียกร้องของตนแต่เดิมลงด้วยกระบวนการไกล่เกลี่ยที่ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้เสนอแนวทางในด้วยการเจรจาให้เกิดความตกลงกันขึ้นระหว่างคู่กรณีพิพาท โดยไม่มีอำนาจหรือบังคับหรือตัดสินใดๆ ในข้อพิพาทนั้น

๒.การอนุญาโตตุลาการ

          คู่พิพาทในทางแพ่งสองฝ่ายหรือมากกว่าสองฝ่ายได้ตกลงกันในสัญญาหรือตกลงไว้เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการ (Arbitration Agreement) ขึ้นโดยเฉพาะซึ่งแนบท้ายหรือเพิ่มเติมความในสัญญาเดิม เพื่อให้บุคคลที่สามที่อาจเป็นบุคคลเพียงคนเดียวหรือคณะบุคคลที่ตกลงยิมยอมรับรองกัน ไม่ว่าจะกำหนดบุคคลไว้อย่างเฉพาะเจาะจงหรือกำหนดแต่เฉพาะคุณสมบัติไว้ในคราวเดียวกันด้วยก็ตาม ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยในข้อพิพาทตามที่ตกลงกันไว้ซึ่งเกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยผู้ทำหน้าที่ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการนี้ เรียกว่า อนุญาโตตุลาการ (Arbitrator) ซึ่งต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ด้วยการเปิดโอกาสให้คู่พิพาททุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแสดงข้อเรียกร้อง ข้อต่อสู้ และแสดงพยานหลักฐานต่างๆ ในกระบวนพิจารณาซึ่งคู่กรณีพิพาทตกลงวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาข้อพิพาทกันตามวัน เวลา สถานที่ที่กำหนดไว้ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการด้วยการรับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากคู่กรณีทุกฝ่ายแล้ว อนุญาโตตุลาการจึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในข้อพิพาทที่ผูกพันให้คู่กรณีทุกฝ่ายจำต้องปฏิบัติตามต่อไป

๓.การพิจารณาความแพ่ง

          การระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการนี้ เป็นการระงับข้อพิพาทที่คู่กรณีไม่อาจตกลงไกล่เกลี่ยหรือประนอมข้อพิพาทกันได้ หรือเป็นข้อพิพาทที่คู่กรณีไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะมีเหตุจากความบกพร่องของกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการที่ขัดกับกฎหมายหรือเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ซึ่งการพิจารณาความแพ่งนี้ดำเนินการพิจารณาคดีโดยศาลที่เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการ โดยตุลาการ (Justice) หรือผู้พิพากษา (Judge) เป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติไว้ โดยมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ที่อาจนำการไกล่เกลี่ยหรือการอนุญาโตตุลาการยกขึ้นพิจารณาประกอบด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพื่อให้มีผลเป็นคำบังคับที่ผูกพันคู่กรณีในข้อพิพาททุกฝ่ายต่อไป

          การอนุญาโตตุลาการเป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางแพ่งที่ตกลงยอมรับกันด้วยความสมัครใจระหว่างคู่กรณีที่พิพาทกันตามสัญญา ซึ่งกระบวนการอนุญาโตตุลาการมีความเข้มข้นในการพิจารณาที่มีแบบแผนเสมือนการดำเนินพิจารณาคดีโดยศาล โดยผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตามที่คู่กรณียอมรับกันให้ดำเนินการวินิจฉัยและชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จึงเกิดความนิยมแพร่หลาย และนำมาสู่การควบคุมกระบวนการอนุญาโตตุลาขึ้นในระบบกฎหมายอังกฤษ ซึ่งมีการตรากฎหมายขึ้น เป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๒๔๐ ขึ้น และการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งกระจัดกระจายเข้าไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งใน พ.ศ.๒๓๙๗ และรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ.๒๔๓๒ ตามความซับซ้อนและจำนวนคดีของข้อพิพาทในทางแพ่งและพาณิชย์ โดยบังคับใช้ในฐานะประมวลที่เป็นหลักทั่วไปว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการ และพัฒนามาถึงปัจจุบัน

          สำหรับอนุญาโตตุลาการในไทยนั้น ปรากฎในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งมีลักษณะบัญญัติแต่งตั้งตุลาการขึ้นโดยคู่ความ อันมีฐานะแตกต่างกับตระลาการที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้น สามารถเทียบเคียงได้กับอนุญาโตตุลาการตามระบบกฎหมายของอังกฤษ ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายและพาณิชย์ เมื่อพ.ศ.๒๔๗๗ ก็มีบทบัญญัติเรื่องอนุญาโตตุลาการในศาลและนอกศาลไว้ และพัฒนามาสู่การตราพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๓๐ ขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดนอกศาล

 

          ปัจจุบัน การอนุญาโตตุลาการ ได้พัฒนาเป็นกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งมีผลบังคับใช้และผูกพันรัฐภาคีสมาชิก ตามความแห่ง “อนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958” (The Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitration Awards , 1958) ซึ่งประเทศไทย โดยรัฐบาลได้เข้าผูกพันตามอนุสัญญาดังกล่าวด้วย และด้วยหลักการพื้นฐานของการอนุญาตุลาการซึ่งกฎหมายไทยบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้น ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างกันขึ้นแต่อย่างใด ระหว่างอนุญาโตตุลาการไทยกับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในผลที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ที่ไม่ว่าการอนุญาโตตุลาการนั้นจะตั้งขึ้นตามสัญญาการอนุญาโตตุลาการด้วยคู่กรณีที่มีสัญชาติไทย หรือตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ทั้งในลักษณะการอนุญาโตตุลาการเฉพาะกิจ (Ad Hoc Arbitration) หรือการอนุญาโตตุลาการโดยสถาบัน (Institutional Arbitration) ก็ตาม

 

          ด้วยกฎหมายในประเทศไทยที่ปรับปรุงแก้ไขตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ตลอดจนความตกลงที่เป็นสนธิสัญญาด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศต่างๆ ที่ไทยยอมรับเข้าเป็นรัฐภาคี ส่งผลให้อนุญาโตตุลาการไทยมีมาตรฐานในทางสากลไม่แตกต่างจากอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศ โดยเฉพาะในทางปฏิบัติซึ่งมีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้โดยเฉพาะที่ดำเนินการอย่างเป็นมารตรฐาน ด้วยกระบวนการโดยสถาบันควบคุมวิชาชีพเฉพาะการระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยและการอนุญาโตตุลาการ และโดยศาลแพ่ง