การค้าการลงทุนอยู่คู่กับโลกมาทุกยุคทุกสมัย เช่นเดียวกับกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้น ได้ก่อการพัฒนาเคียงข้างตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์อยู่เสมอๆ มาจนถึงปัจจุบัน

     ก่อนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือASEAN Economic Community : AEC ของรัฐสภาคีสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามความซึ่งตกลงกันในกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเริ่มผลบังคับอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ นั้น รัฐชาติสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ ที่ดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในภูมิภาคนี้ มีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงเสมอมา ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในรัฐโบราณตามแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ได้เรียนรู้กันมาตามแบบแผนของทางราชการนั้น ที่ได้แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านั้น ดำรงอยู่และพัฒนามาตามกระแสโลกาภิวัตน์เสมอ

     เมื่อมีการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศในรูปแบบประชาคมของรัฐระดับภูมิภาค ตามความตกลงในปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) หรือปฏิญญากรุงเทพฯ นับแต่วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๐ เป็นต้นมานั้น การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐภาคีสมาชิกด้วยกันเองและในนามองค์การรัฐระดับภูมิภาคต่อรัฐหรือองค์การรัฐอื่นๆ เน้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นลำดับความสำคัญแรกเสมอมาในตลอดระยะเวลานับแต่การก่อตั้งประชาคมอาเซียนขึ้น

     แม้การตกลงในการทางการค้าและการลงทุน จะยืนอยู่บนการแสดงเจตนาของคู่สัญญาทุกฝ่ายร่วมกันที่กำหนดเป็นกิจกรรมทางการค้าการลงทุนรูปแบบต่างๆ ก็ตาม ข้อขัดแย้งในระหว่างการดำเนินธุรกิจอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใดก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งที่นับเป็นมูลค่าได้ และที่นับเป็นมูลค่าไม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่เป็นจำนวนเงิน เช่น การก่อมลพิษ อาทิ มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ การระงับข้อพิพาทด้วยกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งโดยศาล หรือกระบวนการระงับข้อพิพาทนอกศาล เป็นเครื่องมือแสวงหาความเป็นธรรมที่หยิบยกขึ้นมาใช้ต่อกันอยู่เสมอ โดยมีข้อพิจารณาถึงระบบกฎหมายของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีความแตกต่าง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละประเทศ เป็นเงื่อนไขสำคัญในการริเริ่มพัฒนาระบบกฎหมายขึ้น รวมถึงการระงับข้อพิพาททางแพ่งโดยอนุญาโตตุลาการด้วย

     หัสยา นุ่นแจ้ง (2552) ได้ทำการศึกษาการอนุญาโตตุลาการ ด้วยวิธีการศึกษากฎหมายเชิงเปรียบเทียบด้วยวิธีทาางเอกสารไว้อย่างละเอียด โดยมีข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญ คือ มาเลเซียเป็นรัฐแรกในประชาคมอาเซียนที่ริเริ่มการอนุญาโตตุลาการโดยสถาบันที่มีรูปแบบเป็นทางการตามกฎหมายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เมื่อพ.ศ.๒๕๑๖ ด้วยการจัดตั้ง Kuala Lumpur Regional Centre for Arbitration ขึ้น เพื่อเป็นสถาบันระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ในลักษณะที่เป็นอนุญาโตตุลาการนอกศาลที่ให้บริการทางกฎหมายอย่างเป็นมาตรฐานสากล และพัฒนาการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลยิ่งขึ้นในอีกสามปีถัดมา  โดยความสนับสนุนของ The Asian-African Legal Consultative Organization (AALCO) ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ทำการผลักดันข้อเสนอให้มีกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการ ต่อที่ประชุมแห่งคณะกรรมาธิกการว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ (UNCITRAL) ซึ่งริเริ่มแก้ไข อนุสัญญานิวยอร์ค พ.ศ.2501 และสำเร็จเป็นกฎหมายต้นแบบที่บังคับใช้ในฐานะกฎหมายการค้าระหว่างประเทศว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการ เมือพ.ศ.๒๕๒๘

     สิงคโปร์ริเริ่มการมีกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการด้วยการศึกษาวิจัยเพื่อมีข้อเสนอทางกฎหมายและวิชาการโดยคณะอนุกรรมการแก้ไขกฎหมาย ( Sub-Committee of Law Reform Committee) เมื่อราวพ.ศ.2534 มีการดำเนินการในรูปขององค์กรอิสระเป็นครั้งแรกในปีเดียวกัน และได้มีการเสนอเป็นร่างกฎหมายกฎหมายต่อรัฐสภาเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2537 และประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายครั้งแรกในอีกไม่กี่เดือนต่อมา คือ วันที่ 31 ตุลาคม 2537 และได้ก่อตั้ง “SIAC” ขึ้นเป็นสถาบันเพื่อการระงับข้อพิพาทแพ่งและพาณิชย์อย่างเป็นทางการ และได้ทำการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของสถาบันอีกสองสามครั้ง โดยครั้งล่าสุดเป็นการแก้ไขตาม สาระสำคัญของ  เมื่อ พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดในทางปฏิบัติให้เป็นปัจจุบันและตรงกับข้อกำหนดเพิ่มเติมตาม “กฎหมายต้นแบบ” ให้มากขึ้น ด้วยเจตนารมณ์ในการก่อตั้งที่มีวัตถุประสงค์หลักสำหรับการเป็นสถาบันอนุญาโตตุลาการระดับสากล ดังนั้น SIAS จึงมีความเป็นอิสระสูง เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนในระดับโลกเข้ามาใช้พื้นที่ข้อสถาบันในการอำนวยความสำเร็จทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศเป็นสำคัญ

     มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีวิวัฒนาการอย่างโด่นเด่นในการอนุญาโตตุลาการ ที่นับได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบกฎหมายของภูมิภาคอาเซียนต่อไปในอนาคต

     สำหรับประเทศไทย การอนุญาโตตุลาการมีการปรับปรุงครั้งสำคัญเมื่อการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งเมื่อพ.ศ.๒๔๗๗ ที่กำหนดให้มีอนุญาโตตุลาการนอกศาลที่ชอบด้วยกฎหมายได้ และได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวไป เมื่อพ.ศ.๒๕๓๐ เนื่องจากมีการตราพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการขึ้นเป็นการเฉพาะ ต่อมาได้มีตราพระราชบัญญัติิิอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๔๕ โดยเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติเดิมไปทั้งฉบับ  และมีการตราพระราชบัญญัติิสถาบันอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๕๐ ขึ้น เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการทั้งระบบกฎหมายไทยสามารถดำเนินการระงับข้อพิพาททางแพ่งด้วยวิธีการนอกศาลตามลักษณะต่างๆ และให้บริการต่อบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นการทั่วไป เพื่อตอบสนองประโยชน์สูงสุดให้แก่ทุกฝ่ายด้วยการระงับข้อพิพาทที่เป็นตามหลักกฎหมายสากลและไม่ขัดกับกฎหมายในประเทศ ซึ่งดำเนินการอย่างเป็นอิสระและมีมาตรฐานวิชาชีพสูง

      ทั้งนี้ สถาบันอนุญาโตตุลาการ หรือ THAC ดำเนินการระงับข้อพิพาททางแพ่งในรูปแบบต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายไว้และให้บริการทางวิชาชีพด้วยการฝึกอบรมให้แก่นักกฎหมายและผู้สนใจทั่วไปอย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ ต้นปี 2558เป็นต้นมา

     สารนิพนธ์ของหัสยา นุ่นแจ้ง ช่วยทำให้การทำความเข้าใจต่อระบบกฎหมายในอาเซียน โดยเฉพาะการระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ด้วยวิธีการอื่นนอกจากการดำเนินคดีในศาลได้เป็นประโยชน์อย่างมา เพราะนอกจากทำให้เห็นที่มาที่และวิวัฒนาการของระบบการอนุญาโตตุลาการอย่างชัดเจน ด้วยข้อสรุปจากที่เป็นวิชาการว่า การอนุญาโตตุลาการที่ริเริ่มและดำเนินการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มีความพยายามอย่างสูงเพื่อนำหลักการสากลเฉพาะในการอนุญาโตตุลาการมาปรับใช้เป็นกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาที่เอื้อไปสู่การมีสถาบันและบุคลากรที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลเป็นสำคัญ

     วิวัฒนาการดังที่กล่าวมานี้ คือรากฐานสำคัญที่จะไปสู่การวิเคราะห์แนวโน้มของระบบกฎหมายในระดับภูมิภาคและการพัฒนาข้อปฏิบัติใหม่ๆ จากหลักกฎหมายสากล ที่นำมาสู่การปรับปรุงแก้ไขพัฒนากฎหมายภายในประเทศฉบับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพเพื่อดึงดูดการใช้จ่ายจากการลงทุน เพื่อการระงับข้อพิพาททางแพ่งให้มาขึ้นและเป็นที่ยอมรับต่อไปในอนาคต