สิ่งที่อยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นเพื่อนใกล้ชิดเรายิ่งกว่าเป็นเงาตามตัว อยู่ติดกับเราในทุกขณะ แม้แต่เวลาส่วนตัวของเราที่กำลังที่ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์รายงานธรรมดาๆ ฉบับหนึ่งในคนที่เรารู้จัก หรือเข้าสู่การเชื่อมต่อในระบบอินเตอร์เน็ตด้วยการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยที่เราไม่อาจปฏิเสธิไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเราได้เลยนั้นก็คือ “กฎหมาย”

แต่กฎหมายก็มี “เยอะ” เหลือเกิน เยอะพอๆ กับกิจกรรมในแต่ละวันของแต่ละคนที่เกิดขึ้นทั้งในเวลาส่วนตัว เวลาทำงาน และเวลาในพื้นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกับบุคคลต่างๆ

สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยการค้าการลงทุน ซึ่งมีการเงินและการธนาคารเข้ามาสัมพันธ์กับเรา โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการค้าขายไม่ว่าจะมีขนาดการค้าที่มีมูลค่าเพียงเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม จะมีกฎหมายประเภทหนึ่งที่ดูเหมือนมีความใกล้ชิดมากเป็นพิเศษกับผู้ค้าขาย และอยู่ติดกันแทบจะตลอด ๒๔ ชั่วโมงต่อวันนั่นก็คือ กฎหมายE-Commerce

กฎหมายที่มีชื่อเรียกสั้นๆ เก๋ๆ นี้ มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Laws Related to Electronic Commerce)

พอได้รู้ชื่อเต็มๆ ไปแล้ว ก็ยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่ว่ากฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับเราได้อย่างไร

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการด้วยกฎหมายที่แยกย่อยออกมาเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนแรก คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Laws Related to Electronic Marketing)  และส่วนที่สองคือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Laws Related to Electronic Transation)

เมื่อลองตัดคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ไป จะเห็นภาพรวมที่ชัดและง่ายขึ้นกว่าเดิมว่า ในการการประกอบกิจการต่างๆ ในฐานะของผู้ประกอบกิจการ จะมีกิจกรรมหลักๆ ส่วนควบคู่ไปในการสร้างรายได้ คือ การทำกิจกรรมทางการตลาดกับบุคคลในฐานะที่เป็นผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และการทำธุรกรรมในตลอดสายของการค้าการลงทุนของผู้ประกอบการ ที่สัมพันธ์กับรัฐที่เป็นผู้ควบคุมกำกับหรือดูแลการค้าบางประเภทที่ต้องจดทะเบียน หรือการสัมพันธ์กับเอกชน ซึ่งเป็นคู่ค้า เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือคู่ค้าตามสัญญา ที่มีการทำธุรกรรมเป็นหนังสือในฐานะหลักฐานที่แสดงความเคลื่อนไหวในทางการเงินหรือการปฏิบัติชำระหนี้หรือสิ่งมอบสิ่งของแลกเปลี่ยนกัน และความสัมพันธ์กับบุคคลและสาธารณะในความรับผิดชอบอย่างผู้บริโภคที่มีสิทธิในการเรียกร้องจากการความเสียหายที่เกิดขึ้นในลักษณะต่างๆ จากการเข้าถึงสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการนั่นเอง

กิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว ในยุคปัจจุบัน ได้นำเอาสื่อกลางประเภทอิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เกิดขึ้น ทั้งในการตลาดและการทำธุรกรรม เช่น การโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบการก็ยังคงต้องปฏิบัติการโฆษณาที่เป็นไปตามกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยอาหารและยา ด้วยการไม่นำยาอันตรายหรือเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยเพราะมีสารประกอบต้องห้าม นำเสนอขายแก่ผู้บริโภคเป็นการทั่วไปบนสื่อออนไลน์ หรือ การตกลงซื้อขายสินค้าผ่านเวปไซต์ สื่อออนไลน์ หรือเครื่องมือสื่อสารประเภทต่างๆ นั้น ก็ต้องซื้อขายกันบนหลักสุจริต คือ ผู้ประกอบการตกลงส่งมอบสินค้าที่ถูกต้องครบถ้วนให้จริงตามระยะเวลาที่ตกลงกันกับรายการสินค้าที่ผู้ซื้อสั่งไว้ และผู้ซื้อได้ชำระค่าสินค้านั้นตามมูลค่าที่กำหนด ทั้งหน่วยเงินบาทหรือหน่วยเงินกำหนดในระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จนครบถ้วนแล้วกับผู้ประกอบการ ก็ต้องควรได้รับสินค้าหรือบริการที่คาดหวังว่าจะได้รับตามที่รับรู้บนสื่อโฆษณาและการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง

กฎหมาย E-Commerce แม้จะมีที่มาจาก “Model Law on Electronic Commerce” ซึ่งมีต้นกำเนิดที่ไกลแสนไกล คือ คณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (United Nations Commission on International Trade Law – UNCITRAL) นั้นก็ตาม แต่กลับอยู่ประชิดตัวกับผู้ประกอบการอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว นำมาสู่การมีกฎหมายเป็นการเฉพาะว่าด้วยการดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อระบบคอมพิวเตอร์ หรือ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระบบฐานข้อมูลการเชื่อมต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงเช่น การจดทะเบียนการค้าที่เป็นลักษณะการจดแจ้งให้หน่วยงานรับทราบหรือเป็นการขออนุมัติอนุญาตประกอบกิจการ ตลอดจนการเสียภาษีตามที่กำหนดนั้น ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าวอยู่เสมอๆ เช่น การยื่นแบบจดทะเบียนการค้าตามที่กำหนดผ่านทางเวปไซต์ของหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น การติดต่อทำธุรกรรมทางการเงินหรือลงนามในหนังสือด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิสก์ที่มีผลทางกฎหมายบังคับกับคู่สัญญา ก็เป็นเพียงวิธีการใหม่ๆ บนหลักการเดิมๆ ที่เคยทำการค้าขายกันมาเท่านั้น ซึ่งอาจมีเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้วิธีการเพิ่มเติม เช่น การลงลายมือชื่อยืนยันตัวตนในระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย จะต้องดำเนินการอย่างไรกับหน่วยงานใด เป็นต้น

รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคและการจัดการข้อร้องเรียนความไม่พอใจในการรับบริการจากผู้ซื้อ ปัจจุบันระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเป็นสื่อกลางที่เติมเต็มให้การเข้ามาดูแลปัญหาที่ถูกต้องตรงความต้องการของผู้ซื้อในระยะเวลาที่รวดเร็ว ด้วยขั้นตอนการติดต่อที่ไม่ยุ่งยากที่ดำเนินการผ่านตัวกลางที่ช่วยเข้ามาบริหารจัดการปัญหาดังกล่าวนี้ ต่างก็มีเวปไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ด้วยอุปกรณ์สื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปอย่างโทรศัพท์มือถือ ได้ทำให้การพาณิชย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ตอบสนองกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนการค้าการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ประกอบกิจการสามารถติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ถึงการเปลี่ยนแปลงในมิติที่ทันสมัยมากขึ้น ก็จะทำให้ทราบถึงกฎหมายที่ควรรู้ และปรับตัวให้ไว ก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลง เท่านี้ ก็เพียงพอแล้ว